Bidding Strategy

กลยุทธ์ประมูลราคาโฆษณาเฟสบุ๊คและกูเกิล

คงเป็นเรื่องที่หลายคนสนใจมาก เพราะมากกว่า 80% ที่มองว่าการลงโฆษณา เป็นเรื่องที่เปลืองงบประมาณ บางคนต้องการลงโฆษณา เพราะอยากได้ยอดขายเพิ่ม แต่พอรู้ว่าจะต้องมีค่าโฆษณาเพิ่ม หลายต่อหลายคนก็จะถอยกลับไปอยู่จุดเดิม ถ้าเทียบเปอร์เซ็นต์คนที่ลงโฆษณากับคนที่ไม่กล้าลงโฆษณา น่าจะเทียบได้เป็น 20 : 80 ซึ่งคนที่ไม่กล้าลงโฆษณามีมากถึง 80%  ถ้าคุณกำลังอยู่ตรงกลางระหว่างต้องการลงโฆษณากับไม่ลงก็ได้  คุณจะเลือกอะไร และคุณคิดว่ากลุ่มธุรกิจเดียวกับคุณเค้าคิดแบบไหน เช่นเดียวกัน ก็คงมีเพียง 20% ที่กล้าอัดงบโฆษณาและครองส่วนแบ่งการตลาดไปมากกว่าครึ่ง โดยผู้ตามอาจจะแย่งส่วนแบ่งกันไป 40% แต่แชร์กันได้สัดส่วนไม่เกิน 5% เพราะมีปริมาณเยอะ

ถ้าถามคุณอีกครั้งว่าคุณจะเลือกแบบไหน ?

ถ้าคุณเลือกที่จะไม่ลงโฆษณา มันไม่ผิดนะ ถ้าคุณพอใจในกลุ่มลูกค้าเดิม และคิดว่าเรามีกลยุทธ์มัดใจลูกค้าเก่าเราได้แน่นเหนียวพอ ไม่ง้อช่องทางอื่น อันนั้นก็ทำให้คุณประหยัดงบประมาณลงไป

ถ้าคุณอยู่ตรงกลาง และยังลังเลอยู่ เรามีตัวเลขให้คุณวิเคราะห์พิจารณา

สมมติสินค้าคุณต้นทุน 50 บาท คุณขายชิ้นละ 80 บาท คุณมีกำไร 30 บาท

จาก 30 บาทนั้น เกณฑ์การลงโฆษณาเทียบประมาณ 20% ของกำไร แสดงว่างบการลงโฆษณาของคุณชิ้นนั้นคือ 6 บาท ต่อชิ้น  แสดงว่าเราต้องหาวิธีลงโฆษณาในงบประมาณต่อการซื้อสินค้าไม่เกินตรงนี้   ถ้าเราตรวจสอบค่าคลิ๊ก ไม่ว่าจะเป็น Facebook Ads หรือ Google Ads เราจะสามารถกำหนดค่าคลิ๊กไม่เกินจำนวนที่เราตั้งไว้ หรือต่ำกว่าเพื่อหาค่าการประมูลกลางของตลาด เพื่อหาต้นทุนที่ถูกและมีประสิทธิภาพที่สุด

ถ้าคุณสามารถวิเคราะห์ได้ถึงตรงนี้ หมายถึงงบประมาณที่คุณลงโฆษณาคือส่วนกำไรที่เราตัดเปอร์เซนต์มาทำการตลาด เพื่อต่อยอดการขาย ขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น ซึ่งถ้าตามตัวอย่าง  6 บาท จาก 30 บาท ถือว่าเป็นสัดส่วนที่ไม่เยอะจนทำให้เราขาดทุนได้ แลกกับการได้ลูกค้าได้ขายสินค้ามากขึ้น ก็ถือว่าคุ้ม

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าจะไม่เกิน 6 บาทที่ตั้งไว้

ปกติการลงโฆษณาออนไลน์ จะมีเครื่องมือที่สามารถตั้งค่าเป็น Automatic Bidding และ Manual Bidding  ถ้าเป็น Automatic ตัวระบบ จะช่วยค้นหากลุ่มเป้าหมายที่ใช่ ในงบประมาณและเวลาที่กำหนด  ซึ่งขึ้นอยู่กับราคาประมูลกลาง ซึ่งราคาประมูลกลาง เราสามารถเช็คเบื้องต้นได้ ติดตามโอกาสถัดไป จะมาพูดถึงการเช็คราคากลางเบื้องต้นได้  แต่ถ้าเป็น Manual คือกำหนดราคาด้วยตัวเราเอง

อย่างตัวอย่างเราทราบดีแล้วว่าเรามีต้นทุน 6 บาทต่อการขาย 1 ชิ้น  เราอยากขายได้วันละกี่ชิ้น และคนคลิ๊กเท่าไหร่ ซึ่งคนที่คลิ๊กมาอาจจะไม่ได้ซื้อสินค้าเราทันที แต่จะเป็นการสอบถามซึ่งขึ้นอยู่กับข้อมูลที่เรามีว่าจะจูงใจและดึงดูดให้ลูกค้าซื้อได้มากน้อยแค่ไหน และประเภทสินค้า ราคา บางอย่างสูงต้องใช้เวลาในการพิจารณา ถ้าลักษณะนั้น ก็อาจใช้ตัวเลขในการคลิ๊กเข้ามาวัดอย่างเดียว โดยอย่าเพิ่งไปคิดว่าจะขายได้เท่าไหร่ และมาสรุปเป็นรายเดือนอีกที  ถ้าคุณแยกแบบนี้ คุณจะสามารถควบคุมงบโฆษณา และไม่ทำให้งบบานปลาย จนคุณมองว่ามันเยอะเกินไป   สำคัญที่คุณต้องคำนวณตัวเลขต่อชิ้นพร้อมกำไรออกมาให้ได้ คุณจะสามารถต่อยอด และตรวจสอบกำไร ขาดทุน พร้อมงบที่จะใช้ลงโฆษณา ได้แบบมีประสิทธิภาพ

คุณจะหมดกังวล และหมดเหตุผลที่จะบอกว่า โฆษณาแพง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมการตลาดออนไลน์

ติดต่อเราวันนี้